Hokkaido Soy Source Ramen

ผมซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับมาจากญี่ปุ่น 2 ห่อ ทั้ง 2 ห่อบอกว่าเป็นรสชาติเอกลักษณ์ของเมืองซับโปโร่และฮอกไกโดทั้งคู่ (ที่แน่ๆ คือมีรูปหมีบนซองทั้งคู่) เคยกินซองขาวไปแล้ว เดือนที่แล้วได้กินอีกซองครับ ก่อนมันจะหมดอายุพอดี


ด้านในซองเหมือนซองขาว

รูปเบลอๆ หน่อยนะครับ เพราะตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากไปเที่ยว เหนื่อยมากๆ แสงก็น้อยอีก


ต้มน้ำเดือดๆ เส้นแข็งกว่ามาม่าหรือเมียวโจ้เยอะ ต้องต้มนานหน่อย


รอบนี้ใส่ผักตำลึงกับหมูสับ

หลังจากเทใส่ชามก็กินๆๆๆๆ จนลืมถ่ายรูป -*- มาถ่ายเอาตอนกินไปครึ่งชาม ก็เค็มๆ ดี เส้นเหนียวๆ แข็งๆ แปลกดีครับ

Ender’s Game

ผมอ่านหนังสือ Ender’s Game ฉบับแปลไทยจบไปนานแล้ว เป็นหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์+การเมือง+การทหารที่ยอมรับว่าอ่านยาก ไม่ใช่หนังสือที่อ่านสนุก แต่ก็เป็นหนังสือที่ชอบมากๆ เรื่องนึง (เคยเขียน blog ไว้นานแล้ว) พอรู้ว่ามันกำลังจะเป็นหนัง แถมหน้าหนังมันก็ดู action fantasy เหลือเกิน เลยไม่กล้าที่จะคาดหวังกับมันเท่าไหร่

Ender's Game Poster

Ender’s Game เป็นเรื่องราวของ เด็กชาย Andrew “Ender” Wiggin ผู้มีศักยาภาพที่จะเป็นเสนาธิการทหารผู้บัญชาการรบในการปกป้องโลกจากพวกแมลงต่างดาว (เรียกว่า Formics) ซึ่งเคยเกือบจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์สำเร็จเมื่อ 50 ปีก่อน ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นวิธีการเปลี่ยนเด็กฉลาดๆ นิสัยดีคนนึงไปเป็นสุดยอดผู้นำทางการทหารที่ต้องเป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชา อำมหิต เฉียบขาดและพร้อมจะใช้ทุกวิธีทางที่ไปสู่ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างไรครับ

ก่อนอื่นต้องชมก่อนว่าตัวหนังไม่กลายเป็น action scifi fantasy แบบที่ผมกลัว หนังคงใจความประเด็นทหารเด็กและการตอบโต้กับต่างเผ่าพันธุ์ซึ่งประเด็นหนึ่งของหนังสือไว้ได้ดีตั้งแต่ต้นยันจบ พวกฉากห้องฝึกการรบและเกมจำลองการรบก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เห็นภาพที่นึกภาพไม่ออกตอนอ่านหนังสือชัดเจนดีครับ ดูแล้วหดหู่เหมือนตอนอ่านหนังสือ

ที่ต่างกับหนังสือชัดๆ เลยคือหนังตัดประเด็นการเมืองซึ่งเป็นบทบาทของ Peter Wiggin และ Valentine Wiggin บนโลกออกไปหมด มีแค่บท Valentine อยู่บ้านนิดหน่อยในแง่ “ครอบครัว” ที่ Ender คิดถึงแค่นั้น ซึ่งอันนี้ก็พอจะเข้าใจว่าถ้าใส่มันหนังมันจะยาวโคตรแน่ๆ

ข้อเสียก็มีเมื่อเทียบกับหนังสือ (แน่นอน) ว่าหนังแสดงสถานการณ์กดดัน (ที่ถูกจัดฉากและจงใจสร้าง) ของ Ender (เพื่อที่จะฝึกให้เป็นผู้นำทหาร) ออกมาได้น้อยไปหน่อยครับ คือดูกดดันนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ข้ามไปเลย และหนังยังตัดส่วนที่ Ender เชื่อมโยงกับแมลงในเกมไปค่อนข้างเยอะ (มีบ้างนิดหน่อย) ส่วนตัวผมว่าถ้ามีเน้นตรงนี้เยอะกว่านี้ เราจะเข้าใจ Ender ถึงสิ่งที่เขาเจอได้เยอะกว่านี้และเข้าใจเขาในฉากจบได้ดีกว่านี้ครับ

สรุปหนังเรื่องนี้สนุก ไม่ผิดหวัง แม้จะไม่ได้ดั่งใจเหมือนหนังสือ

Escape Plan

Escape Plan เป็นหนังที่จับเอา Sylvester Stallone มาประชันบทบาทกับ Arnold Schwarzenegger เป็นเรื่องแรกๆ แบบเต็มๆ ไม่ใช่มาแบบแอบๆ เหมือนใน The Expendables 1 – 2 การได้เห็นดาราหนัง action รุ่นเราเด็กๆ มาประชันบทบาทกันแบบนี้สำหรับคนรุ่นลุงอย่างผมแล้วมันคือฝันเลยทีเดียว

Escape Plan

หนังเล่าถึง Ray Breslin (Stallone) นักทดสอบระบบรักษาความปลอดภัยของคุกโดยเขาจะปลอมตัวเป็นนักโทษเข้าไปแล้วหาทางแหกคุกออกมาให้ได้ แน่นอนว่าถ้าเขาหาทางแหกไม่ได้ก็จะมีรหัสถอนตัว แต่แน่นอนว่าไม่มีคุกไหนที่เขาไม่เคยแหกได้เลย จนกระทั่งเขารับงานทดสอบ “คุกมืด” ของ CIA ที่ตั้งใจจะขังเขาไปจนวันตาย เขาจึงต้องร่วมมือกับขาใหญ่ในคุกอย่าง Emil Rottmayer (Arnold) เพื่อหาทางแหกคุก

หนังเรื่องนี้ถือว่าเป็นหนังในฝันของคนชอบหนัง action ยุค 80 – 90 เพราะจับเอาดาราที่เราอยากเห็นมาเจอกันตั้งแต่ตอนเขายังหนุ่มมาเจอกันตอนแก่ -*- เป็นหนังที่ดูสนุก เพลินๆ พอมีทริคมีอะไรนิดหน่อย ไม่มากไม่น้อยเกินไปดีครับ ไม่ใช่เอะอะก็จะบู๊ๆ กันท่าเดียว ถ้าคุณชอบ Stallone หนังเรื่องนี่พี่แกเด่นมากๆ จนเกือบกลบ Arnold ซะมิด แต่ท่านอดีตผู้ว่าการรัฐก็แย่งบทเด่นกลับมาได้อย่างสมศักดิ์ศรีชนิดดูแล้วต้องร้อง “เหยดดด” กันเลยทีเดียวในช่วงท้ายๆ หนังเรื่องนี้ผมว่ามันดูสนุก ลงตัวกว่า The Expendables 1 – 2 อีกครับ

หนังเรื่องนี้เป็นคนละแนวกับ Now You See Me แต่ไม่รู้ทำไมผมดูแล้วอดคิดจับมันมาเปรียบเทียบกันไม่ได้ว่า Escape Plan สนุกกว่าเยอะ