Above Eleven

วันเสาร์ที่ผ่านมาไปเที่ยวกับเพื่อนๆ ที่ office มาครับ ด้วยความแรดหลายๆ อย่าง เพื่อนมันเลยอยากจะไปเที่ยวที่นั่งชิวๆ บนดาดฟ้าสูงๆ วิวสวยๆ กินแก้วเดียวนั่งแม่มทั้งคืนทำนองนี้ ก็เลยได้ไปร้าน Above Eleven (facebook) กัน 6 คนครับ

ร้าน Above Eleven นี่อยู่บนชั้น 32 – 33 ของ Fraser Suites ในซอยสุขุมวิท 11 ย่านที่มีแต่บาร์ฝรั่ง เหล้าปั่นที่ฝรั่งกินแล้วเรียก Taxi ยากๆ น่ะครับ เดินเข้าไปด้านหลังตึกเลยจะมีลิฟท์พาขึ้นไปชั้น 32 มีป้ายบอก Dress Code ไว้ด้วยว่าห้ามใส่รองเท้าแตะกับเกงเกงขาสั้น (จริงๆ มีอย่างอื่นด้วยแต่เด่นๆ ก็ประมาณนี้) แนะนำให้จองโต๊ะก่อนนะเพราะคนเยอะมากกก ผมไม่ได้จองโต๊ะไปก็ต้องไปนั่งเคาท์เตอร์บาร์ซูชิรอไปก่อนแทน

เครื่องดื่มร้านนี้เน้นพวก Cocktail กะ Wine ครับ เห็นแต่ฝรั่งไม่ก็สาวๆ ฮายโซวกินกันแต่แบบนี้ เบียร์มีแต่ขวดเล็กๆ ขวดละ 170 เป็นพวกเบียร์พื้นๆ สิงห์ ไฮเนเก้น อาซาฮีทำนองนี้ มีผมกะเพื่อนอีกคนสั่งเบียร์กัน ทีเหลือสั่ง cocktail, mocktail หรือพวก vodka บ้าง จริงๆ ถ้ามีเบียร์แหล่มๆ กว่านี้จะดีไม่น้อยเลย


จุดนี้คือชั้น 32 ครับวิวสวยมาก แต่ที่นั่งริมเต็มยาวเลย

ร้านมี 2 ชั้น (เดาว่าเทียบเท่าชั้น 34 ของตึก) ระเบียงจะสั้นกว่าชั้น 33 วิวสวยไม่เท่าแต่ก็โอเค พวกผมโชคดีได้นั่งชั้นนี้

มองลงไปข้างล่างจะเป็นมุมแบบนี้

ชั้นล่างวิวจะสวยกว่าแต่ต้องได้นั่งโต๊ะถึงจะมีโอกาสถ่ายครับ ชั้นบนจะมีช่องอยู่นิดๆ ให้พอยืนถ่ายภาพกรุงเทพยามค่ำคืนได้โดยไม่ต้องเบียดใคร

ผมค่อยจิบเบียร์ขวดเล็กไปเรื่อยๆ ขวดเดียวกินแม่ม 4 ชั่วโมงเลย ส่วนเพื่อนคนอื่นก็มีเครื่องดื่มแก้วที่สองบ้าง (ตอนคิดเงินก็เงิบกันไป) เป็นการกินที่ไม่เอารสเอาชาดแต่อย่างใด กินบรรยากาศอย่างเดียวฮะ เป็นการดื่มตามวาทะของโกวเล้งที่ว่า “ข้าพเจ้าไม่ชอบดื่มสุรา แต่ชอบบรรยากาศในการดื่มสุรา” อย่างแท้จริง

คุยกันสักแล้วแล้วรู้สึกว่ากินคนละแก้วเดียวเด๋วเขาจะด่าเอา ก็เลยสั่งของว่างกันมา ร้านนี้เน้นอาหารญี่ปุ่นฟิวชั่นครับ อร่อยใช้ได้เลย

ที่เด็ดสุดคือห้องน้ำครับ วิวสวยมากๆๆๆ

สรุปร้านนี้บรรยากาศดีมากๆ อาหารอร่อย cocktail อร่อย พนักงานบริการดีมากๆ แต่คุณต้องมีรวยถึงจะดื่มด่ำกับมันได้เต็มที่ ต้องแต่งตัวดีๆ ส่วนเบียร์งั้นๆ หรือไม่งั้นจะกินแก้ว/ขวดเดียวแล้วนั่งยาวแบบผมก็ได้นะ :p ควรจองก่อนด้วยนะครับ

ป.ล. dress code ดูเหมือนจะไม่ apply กับฝรั่งเพราะว่าเห็นฝรั่งใส่ขาสั้นเข้ามาเหมือนกัน

Hokkaido Soy Source Ramen

ผมซื้อบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปกลับมาจากญี่ปุ่น 2 ห่อ ทั้ง 2 ห่อบอกว่าเป็นรสชาติเอกลักษณ์ของเมืองซับโปโร่และฮอกไกโดทั้งคู่ (ที่แน่ๆ คือมีรูปหมีบนซองทั้งคู่) เคยกินซองขาวไปแล้ว เดือนที่แล้วได้กินอีกซองครับ ก่อนมันจะหมดอายุพอดี


ด้านในซองเหมือนซองขาว

รูปเบลอๆ หน่อยนะครับ เพราะตอนนั้นเพิ่งกลับมาจากไปเที่ยว เหนื่อยมากๆ แสงก็น้อยอีก


ต้มน้ำเดือดๆ เส้นแข็งกว่ามาม่าหรือเมียวโจ้เยอะ ต้องต้มนานหน่อย


รอบนี้ใส่ผักตำลึงกับหมูสับ

หลังจากเทใส่ชามก็กินๆๆๆๆ จนลืมถ่ายรูป -*- มาถ่ายเอาตอนกินไปครึ่งชาม ก็เค็มๆ ดี เส้นเหนียวๆ แข็งๆ แปลกดีครับ

Ender’s Game

ผมอ่านหนังสือ Ender’s Game ฉบับแปลไทยจบไปนานแล้ว เป็นหนังสือนิยายวิทยาศาสตร์+การเมือง+การทหารที่ยอมรับว่าอ่านยาก ไม่ใช่หนังสือที่อ่านสนุก แต่ก็เป็นหนังสือที่ชอบมากๆ เรื่องนึง (เคยเขียน blog ไว้นานแล้ว) พอรู้ว่ามันกำลังจะเป็นหนัง แถมหน้าหนังมันก็ดู action fantasy เหลือเกิน เลยไม่กล้าที่จะคาดหวังกับมันเท่าไหร่

Ender's Game Poster

Ender’s Game เป็นเรื่องราวของ เด็กชาย Andrew “Ender” Wiggin ผู้มีศักยาภาพที่จะเป็นเสนาธิการทหารผู้บัญชาการรบในการปกป้องโลกจากพวกแมลงต่างดาว (เรียกว่า Formics) ซึ่งเคยเกือบจะล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์สำเร็จเมื่อ 50 ปีก่อน ในเรื่องนี้เราจะได้เห็นวิธีการเปลี่ยนเด็กฉลาดๆ นิสัยดีคนนึงไปเป็นสุดยอดผู้นำทางการทหารที่ต้องเป็นที่รักของผู้ใต้บังคับบัญชา อำมหิต เฉียบขาดและพร้อมจะใช้ทุกวิธีทางที่ไปสู่ชัยชนะแบบเบ็ดเสร็จได้อย่างไรครับ

ก่อนอื่นต้องชมก่อนว่าตัวหนังไม่กลายเป็น action scifi fantasy แบบที่ผมกลัว หนังคงใจความประเด็นทหารเด็กและการตอบโต้กับต่างเผ่าพันธุ์ซึ่งประเด็นหนึ่งของหนังสือไว้ได้ดีตั้งแต่ต้นยันจบ พวกฉากห้องฝึกการรบและเกมจำลองการรบก็ทำออกมาได้ดีมากๆ เห็นภาพที่นึกภาพไม่ออกตอนอ่านหนังสือชัดเจนดีครับ ดูแล้วหดหู่เหมือนตอนอ่านหนังสือ

ที่ต่างกับหนังสือชัดๆ เลยคือหนังตัดประเด็นการเมืองซึ่งเป็นบทบาทของ Peter Wiggin และ Valentine Wiggin บนโลกออกไปหมด มีแค่บท Valentine อยู่บ้านนิดหน่อยในแง่ “ครอบครัว” ที่ Ender คิดถึงแค่นั้น ซึ่งอันนี้ก็พอจะเข้าใจว่าถ้าใส่มันหนังมันจะยาวโคตรแน่ๆ

ข้อเสียก็มีเมื่อเทียบกับหนังสือ (แน่นอน) ว่าหนังแสดงสถานการณ์กดดัน (ที่ถูกจัดฉากและจงใจสร้าง) ของ Ender (เพื่อที่จะฝึกให้เป็นผู้นำทหาร) ออกมาได้น้อยไปหน่อยครับ คือดูกดดันนิดๆ หน่อยๆ แล้วก็ข้ามไปเลย และหนังยังตัดส่วนที่ Ender เชื่อมโยงกับแมลงในเกมไปค่อนข้างเยอะ (มีบ้างนิดหน่อย) ส่วนตัวผมว่าถ้ามีเน้นตรงนี้เยอะกว่านี้ เราจะเข้าใจ Ender ถึงสิ่งที่เขาเจอได้เยอะกว่านี้และเข้าใจเขาในฉากจบได้ดีกว่านี้ครับ

สรุปหนังเรื่องนี้สนุก ไม่ผิดหวัง แม้จะไม่ได้ดั่งใจเหมือนหนังสือ