JoJo’s Bizarre Adventure Season 3: Diamond Is Unbreakable

Diamond Is Unbreakable คือ season 3 ของอนิเมชั่น JoJo’s Bizarre Adventure (หรือที่คนไทยเรียกโจโจ้ ล่าข้ามศตวรรษ, หน้ากากทมิฬหรือโจโจ้เฉยๆ) ซึ่งเนื้อเรื่องตรงกับมังงะภาค 4 (season 1 คือมังงะภาค 1+2 ส่วน season 2 คือมังงะภาค 3) จุดเด่นของอนิเมชั่น Jojo ทุก season คือการถ่ายทอดฉบับมังงะมาแทบจะ shot ต่อ shot ไม่ว่าจะการยืน,การทำท่าบิดๆ, เส้นสปีด ตัวอักษรตกใจ, ฯลฯ แถมยังทำได้ดีโดยไม่เสียอรรถรสในการดูด้วย ส่วนในรีวิวนี้จะขอเรียกว่าภาค 4 ละกันเพราะมันติดปากกว่า



Jojo ภาค 4 เล่าเรื่องราวชีวิตชีวิตวัยรุ่นในเมืองโมริโอของฮิงาชิคาตะ โจสุเกะและผองเพื่อนที่มาเกี่ยวพันอีรุงตุงนังกันด้วยพลังสแตนด์ รวมไปถึงคิระ โยชิคาเงะ ฆาตกรต่อเนื่องที่ต้องชีวิตต้องวุ่นวายเพราะโดนตามล่าจากโจสุกะและโจทาโร่ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีความแค้นอะไรต่อกันเลย (ดูแม่งเป็นคนดีเนอะ)


ด้านเพลงประกอบภาคนี้ยังคงเพราะเหมือนกับ 2 season ที่ผ่านมาครับ

ภาคนี้มีการเรียบเรียงเนื้อเรื่องใหม่นิดหน่อยให้ดูเหมาะสมกับความเป็นอนิเมชั่นมากขึ้นและดูสนุกขึ้น (อันนีเหมือนภาค 3) ตัวฉบับมังงะภาคนี้สนุกมากอยู่แล้ว พออนิเมชั่นถ่ายทอดมาดีมันก็ดูสนุกทุกตอนเช่นกัน จุดเด่นของภาคนี้คือบรรยากาศของเรื่องที่สบายๆ ชีวิตวัยรุ่นและเดินเรื่องประมาณ sitcom ที่มีครบทุกรสทั้งตลก ซาบซึ้ง, รักโรแมนติก, สยองขวัญ ส่วนการต่อสู้ภาคนี้จะเหมือนภาค 2 คือเน้นใช้ไหวพริบปฏิภาณของผู้ใช้แสตนด์มากกว่าจะใช้พลังซัดกันถึกๆ แบบภาค 3 แสตนด์หลายๆ ตัวในภาคนี้ถ้ามองผ่านๆ พลังก็ดูง่อยๆ มาก (เช่นเจ้าแสตนด์เกาะหลัง, เสาไฟฟ้างี้) แต่ด้วยการพลิกแพลงของผู้ใช้ก็ทำให้มันร้ายกาจขึ้นมาได้อย่างน่ากลัว อย่างสแตนดืของชิเงจี้นี่อยากได้มากเลย

อีกอย่างคือตัวละครในภาคนี้แต่ละตัวก็มีบุคคลิกและภูมิหลังที่โดดเด่นแตกต่างกันไป (ลักษณะของแสตนด์ก็แทบไม่ซ้ำกันเลยด้วย) แกงค์พระเอกภาคนี้ (โจสึกะ, โอคุยาสึ, โคอิจิรวมไปถึงคิชิเบะ โรฮัง) ก็มีสีสันเฉพาะตัวดูเป็นกันเองมากกว่าภาคอื่นๆ (คล้ายๆ ภาค 2 ที่เรารู้สึกผูกพันกับโจเซฟ) ส่วนตัวโจทาโร่ซึ่งเป็นตัวเอกที่น่าเบื่อในภาค 3 เพราะเก่งและขรึมเกินไปกลับดูน่าสนใจในฐานะตัวละครสบทบที่มากไปด้วยประสบการณ์ในภาคนี้

ตัวละครที่น่าสนใจที่สุดยังคงเป็นเจ้าวายร้ายคิระ โยชิคาเงะครับ คิระเป็นตัวร้ายไม่ได้แสวงหาอำนาจใดๆ ไม่ได้ต้องการมีชื่อเสียง ไม่ต้องการลูกน้อง ไม่ต้องการพวกพ้อง ไม่ต้องการครองโลก เขาแค่อยากจะอยู่อย่างสงบ ได้ฆ่าคนตอนที่อยากฆ่าโดยไม่มีใครรู้ว่ามีการฆาตกรรมเกิดขึ้น เขาจงใจใช้ชีวิตแบบเรียบง่ายไม่แข่งขันชิงดีชิงเด่นกับใครเลย เป็นวายร้ายที่โดดเด่นและแหวกแนวที่สุดใน series Jojo ไม่แพ้ Dio เลยด้วยซ้ำ

ข้อเสียหลักๆ ของภาคนี้คือเป็นภาคที่กระจายบทให้ตัวละครแย่มากครับ ตัวโอคุยาสึนี่แทบจะเรียกได้ว่าเป็น sidekick แท้ๆ แทบไม่มีบทเด่นของตัวเองเลยทั้งๆ ที่ความสามารถดูพลิกแพลงได้น่ากลัวมากที่สุดตัวหนึ่งแท้ๆ ภาคที่ตัวละครจำนวนพอๆ กับอย่างภาค 3 ยังกระจายบทได้ดีกว่าเลยด้วยซ้ำ ส่วนนึงผมรู้สึกว่าภาคนี้เน้นไหวพริบของผู้ใช้สแตนด์เป็นหลักซึ่งโอคุยาสึเป็นตัวละครที่ทื่อๆ ตรงๆ ใช้พลังแบบถึกๆ ก็เลยดูไม่เข้ากับภาคนี้เท่าไหร่นัก

สำหรับผมแล้วภาคนี้ดูสนุกติดพันมากกว่าภาค 3 เสียอีก ใครเป็นติ่ง Jojo แนะนำว่าห้ามพลาดครับ ทุก season นั้นมีฉายบน Netflix ^^

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.