BioShock Infinite: Burial at Sea Episode Two

BioShock Infinite: Burial at Sea Episode 2 เป็น DLC ตัวที่ 3 (และตัวสุดท้าย) ของ Bioshock Infinite มันเป็นภาคเสริมที่ทุกคนรอที่จะให้มันมาเฉลยอภิมหาความงงแตกจาก Episode 1 แถมเราจะได้รับบท Elizabeth เป็นครั้งแรกด้วย (แล้วใครจะโยนของให้กูล่ะ)

ภาคนี้เนื้อเรื่องจะต่อจาก Episode 1 แบบทันทีเลยครับครับ ในภาคนี้ Elizabeth ต้องหาทางช่วยแม่หนู Sally (Little Sister) ที่อยู่ในเงื้อมมือของ Atlas (ผู้ร้าย BioShock) โดยรับทำงานอะไรบางอย่างให้ Atlas ซึ่งทำให้เธอต้องเอาตัวรอดในเมืองคนบ้าที่ชื่อ Rapture ให้ได้

ภาคนี้เปลี่ยน gameplay ไปเป็นแบบลอบเร้นแทนครับ ด้วย Elizabeth เราเป็นสาวน้อยตัวเล็กๆ อันแสนจะบอบบาง เราเลยได้อาวุธใหม่อย่างหน้าไม้ไว้ยิงลูกดอกยาสลบหรือลูกดอกยาพิษ v แถมยังมีระบบ meter วัดเสียงและการตื่นตัวของศัตรูจากการกระทำของเรา (เดินเหยียบน้ำเหยียบกระจกทำให้เสียงดังผิดปกติ) และ vigor/plasmid ก็จะเป็นแนวๆ สนับสนุนการลอบเร้นทั้งหมดเลย

แม้ gameplay จะเปลี่ยนค่อนข้างมากแต่ก็ทำให้เรางงๆ แค่ตอนแรกเท่านั้นครับ เล่นไปสักพักจะเริ่มชินและเริ่มสนุกกับ gameplay ที่ต่างออกไปจากเดิม ความกดดันต่างๆ ก็หนักขึ้นเพราะต้องหลบทั้งศัตรูทั้ง Big Daddy เมือง Rapture ก็มืดๆ ทึมๆ จิตๆ เข้ากับการค่อยย่องแล้วแอบไปฟาดกบาลศัตรูที่สุด

BioShock Infinite: Burial at Sea Episode Two Poster

สิ่งที่เจ๋งที่สุดของ Episode 2 ไม่ใช่ gameplay แต่คือเนื้อเรื่องที่ประสานเนื้อเรื่องของ BioShock กับ Bioshock Infinite ให้เข้ากันสมกับเป็นภาคปิดท้ายของ series นี้ที่พัฒนาโดย Irrational Games (เพราะค่ายแม่งปิดตัวหลังเกมออก) ครับ ตัวผมเองนี่ต้องออกตัวก่อนว่าเล่น BioShock ภาคแรกไม่จบแต่ก็รู้ spoil เกือบทั้งหมดแล้วเลยค่อนข้างชอบกับจุดนี้, ส่วนที่เหลือก็ต้องไปเล่นกันเองครับ แม่งช๊อคเหี้ยๆ สมชื่อเกม

แต่เนื้อเรื่องก็ยังเป็นจุดบอดที่สุดของ Episode 2 เช่นกันครับ คุณเล่นจบแล้วก็จะพบว่าเกมไม่ได้ตอบหลายๆ คำถามที่ทิ้งไว้ใน Episode 1 (ทำไม Comstock แม่งรอดมาได้คนนึง, ทำไม Elizabeth แม่งโหดขนาดนั้น, ฯลฯ) เลยและเนื่องด้วยมันเป็นเกมแนวแอบๆ มันก็เลยไม่มี Boss fight แบบภาคหลักและ Episode 1 ไปซะงั้น

สรุป แม้ว่าจะเกมจะไม่ตอบหลายๆ คำถามของเราแถมยังทำให้เรางงหนักกว่าเดิม แต่ Burial at Sea Episode 2 ก็เล่นสนุกขึ้น มีพื้นที่ให้สำรวจเยอะขึ้น ควรค่าแก่การจัดหามาเล่นครับ

ป.ล. สิ่งที่ควรทำหลังจากเล่นจบ –> ไปเล่น BioShock ใหม่(หรือเล่นที่ค้างไว้ให้จบ)ทันที

BioShock Infinite: Burial at Sea Episode One

BioShock Infinite: Burial at Sea เป็น DLC ตัวที่ 2 ของ BioShock Infinite แต่ว่าเป็น Story DLC ตัวแรก แถมยังประกาศตั้งแต่ด้วยว่า “Episode One” แสดงว่าไม่จบใน DLC เดียวแน่ๆ

DLC นี้จะพาเรากลับไปสู่เมืองใต้น้ำ Rapture จาก BioShock 1 & 2 เรารับบทเป็นนักสืบเอกชนที่มีชื่อว่า DeWitt Booker ที่อยู่ๆ มีหญิงสาวลึกลับนาม Elizabeth มาว่าจ้างให้ตามหาเด็กผู้หญิงคนนึงที่ Booker ก็รู้จักและคิดไปว่าเธอได้ตายไปจากเมืองคนบ้าแห่งนี้ไปแล้ว

ภาคนี้ปรับปรุงระบบต่อสู้ของภาคหลักขึ้นมานิดหน่อยครับ จากที่เก็บอาวุธได้แค่ 2 อย่างก็เก็บได้เต็มที่เลยแต่เลือกสลับเร็วๆ ได้ทีละ 2 อย่างเหมือนเดิม เรามี vigor ซึ่งในเรื่องจะเรียกว่า plasmids ตามมิติของ Rapture ใหม่ขึ้นมา 1 อัน แต่อันเก่าๆ ก็มาไม่ครบ (เสียดาย อีกาอันโปรดผมไม่มาด้วย) ศัตรูในเรื่องก็โหดและกดดันมากขึ้นเพราะเหล่า splicer แม่งก็พวกคนบ้าดีๆ นี่เอง มันเลยโจมตีแรงและหลบเก่งกว่าศัตรูในภาคหลักอย่างเห็นได้ชัด กระสุนปืนและที่เติมพลังรวมถึงเงินก็น้อยสุดๆ เรียกได้ว่ากดดันกันสุดๆ ไปเลยสำหรับ game play โดยเฉพาะฉากเจอกับ Bigdaddy ที่พูดตรงๆ ว่าเจ๋งกว่าสู้กับ boss ทุกตัวในภาคหลักอีก

สิ่งที่ชอบสุดๆ คือบรรยากาศ “ความกดดันอันแสนบ้าคลั่ง” ของ Rapture มันเข้ากับ gameplay ที่จำกัดทรัพยากรและเนื้อเรื่องที่สุดตีนเป็นอย่างดี เล่นๆ ไปจะเจอเครื่องบันทึกเสียงเนื้อเรื่อง side story ให้ฟังเยอะ ซึ่งถ้าตามฟังจนครบเราจะได้รู้อีกว่าคนฝั่ง Rapture ก็รับรู้ตัวตนของคนฝั่ง Columbia เช่นกัน!!!

BioShock Infinite Burial at Sea Episode One Poster

ข้อเสียก็พอมีบ้างครับตรง vigor ก็ยังง่อยๆ เมื่อเทียบกับ plasimd ของแท้อยู่เช่นเดิม พวก sky hook กับรางที่ยัดๆ เข้ามาใส่แบบไม่เนียนเท่าไหร่ แถมบน XBOX ยังมี load ค้างบ่อย (ภาคหลักไม่เป็น) แต่พวกนี้ก็พอจะกล้อมแกล้มไปได้อ่ะนะ

สรุป Burial at Sea Episode One สนุกมากๆ ใครที่เล่น BioShock Infinite จบแล้วแนะนำให้ซื้อภาคนี้มาเล่นกันครับเพราะ Episode 2 จะออกปีนี้แล้ว ^^

Panasonic Lumix GX7 Review

ผมซื้อ GX7 (wikipedia) และใช้งานมันทั้งถ่ายรูปเล่นๆ ในชีวิตประจำวัน, ออกทริปใหญ่ 1 ทริป, เอาไปถ่าย party กับเพื่อนๆ ฯลฯ มาร่วม 1 เดือนเต็มๆ เคยเขียนถึงมันมาแล้วสั้นๆ รอบนึง คราวนี้จะขอเขียนถึงมันแบบเต็มๆ จากการใช้งานมันมา 1 เดือนนะครับ

GX 7 นี่เป็นกล้องในระบบ Micro Four Thirds ถือเป็นหลานของ GF1 ที่ผมปลดระวางไปและเป็นลูกของ GX1 มันเป็นกล้องใน Line GX ที่เน้นตัวเล็กแต่ feature เยอะๆ และควบคุมกล้องแบบแมนนวลได้มากเช่นเดียวกับ Line G/GH ถ้าจะว่ากันตรงๆ แล้ว GX7 คือความพยายามครั้งที่ 2 ของ Panasonic ในการที่จะไล่ตาม Olympus ให้ทันหลังจากโดน OMD EM5 ทิ้งไปแบบไม่เห็นฝุ่น

อ้อ เกือบทุกรูปผมแต่งด้วย Lightroom 5.2/5.3 ตามปกตินิสัยของผมนะครับ รูปไหนทำแค่ย่อและ sharpen จะเขียนกำกับไว้ รีวิวนี้จะเทียบกับเจ้าแก่ GF1 แก่ของผมเป็นส่วนใหญ่ ไม่รู้จะเทียบกับ OMD EM5 ไปทำไมเพราะผมไม่มี ไม่คิดจะเทียบกับ EM1 เพราะมันสู้ไม่ได้อยู่แล้ว (เหมือนเอา EOS 100D ไปเทียบกับ D700 อ่ะ – กล้องมันคนละระดับ) และคงไม่ต้องพูดถึง Sony A7 เลย


vdo ถ่ายด้วย 20f/1.7 I manual focus
Continue reading “Panasonic Lumix GX7 Review”