Chinese Zodiac: วิ่ง ปล้น ฟัด

วิ่ง ปล้น ฟัด จริงๆ แล้วเป็นภาคต่อของ ใหญ่สั่งมาเกิด และ ใหญ่สั่งมาเกิด 2 ตอน อินทรีทะเลทราย (ดังนั้นชื่อจริงๆ ของมันควรจะเป็น ใหญ่สั่งมาเกิด 3) เป็นหนังที่ผมอยากดูเพราะมันเป็นหนังที่ดูแล้วโคตรจะเฉินหลงมากที่สุดในยุคหลังๆ เลย

Chinese Zodiac Poster

หนังเล่าถึงเจซี นักล่าสมบัติมือฉมังและทีมงานได้รับการว่าจ้างให้ไปขโมยสิบสองหัวสำริดแห่งสัตว์ปีนักษัตรที่ถูกฝรั่งเศสและอังกฤษชิงไปจากพระราชวังฤดูร้อนหยวนหมิงหยวน ตั้งแต่สมัยสงครามฝิ่นครั้งที่ 2 เขาและทีมงานปลอมตัวไปขอความช่วยเหลือจากทีมงานจีนที่กำลังศึกษาและตามประมูลหัวสำริดคืนจากฝรั่งครับ แน่นอนว่างานเขามันขัดกับความเป็นคนจีนของเขาแน่ๆ

หนังเรื่องนี้ดูจบแล้วรู้สึกว่ามันคือหนังเฉินหลงแนวๆ โหด มันส์ ฮา ยุคก่อนไป Hollywood ราวๆ ยุค 80 – 90 ที่เราชอบและเราเคยดูมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ ครับ เพียงแต่หลายๆ อย่างได้รับการปรับให้เข้ากับสังขารที่โรยราของเฉินหลง

หนังเรื่องนี้ยังคงความเป็นหนังเฉินหลงไว้ครบถ้วน ทั้งความตลก (พันธมิตรพากษ์ฮาได้โล่ครับ เรื่องนี้) ฉากต่อสู้สุดเทพที่เป็นเอกลักษณ์ทั้งความเร็ว ความลื่นไหล ความสร้างสรรค์ของการคิวบู๊ เพียงแต่ความรุนแรงของฉากต่อสู้จะลดลงไปบ้าง (ตามวัยของเฉินหลง) พวกสตันท์หัวฟาดพื้น ขอบโต๊ะ ตกที่สูงมากๆ นี่แทบไม่มีแล้ว แต่มันก็ยังเทพอยู่ดีนั่นแหละ โดยเฉพาะจากต่อสู้บนโซฟาที่แบบห้ามออกจากโซฟานี่พี่คิดได้ไง อีกอย่างคือฉากเสี่ยงตายทั้งหลายที่ใช้ CG และการตัดต่อมาช่วยเยอะขึ้น ก็ตามวัยของเฉินหลงล่ะครับ แต่มันก็ยังดูตื่นเต้นอยู่ดีแหละ สาวๆ ในเรื่องก็สวยทุกคนทั้งสาวจีน สาวฝรั่ง โดยเฉพาะสาวขายาวลูกน้องพระเอก (ไม่ใช่นางเอก) ที่ฉากเตะของเธอเด็ดมากเลย

ข้อเสียมหากาฬของหนังเรื่องนี้คือมันอวยความเป็นจีนและสำนึกในชนชาติจีนเสียเวอร์สุดประตูรูทิ่มเลย – – คือจริงๆ ปกติหนังเฉินหลงเนื้อเรื่องแม้จะไม่ใช่อะไรที่ต้องใส่ใจแต่มันก็เป็นอะไรที่สมเหตุสมผลในกรอบของหนังบู๊มาตลอด แต่เรื่องนี้แม่มสุดตีนจริงๆ อ่ะ – -”

สรุปแล้ว แม้วิ่ง ปล้น ฟัดจะทำให้เราหายคิดถึงหนังเฉินหลงที่เราเคยดูสมัยเด็กๆ ไม่ได้ 100% แต่มันก็เป็นหนังที่ดูสนุก เฉินหลงในวัย 58 และทีมงาน (หาดอน ธีระธาดาในเรื่องไม่เจอ) ยังคงทำหนัง action ออกมามีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ดูสนุก และทำให้เราอึ้งได้เช่นเคยครับ

Life of Pi

Life of Pi เป็นหนังที่กำกับโดย Ang Lee สร้างจากหนังสือของYann Martel สารภาพว่าเคยได้ยินชื่อหนังมาก่อนแล้วสงสัยว่าหนังมันเกี่ยวไรกับ 3.14 วะ จนกระทั่งได้ดูตัวอย่างนั่นแหละ เลยอยากดู

Life of Pi Poster

หนังเรื่องนี้ถึงชีวิตของ Pi Patel (จะเรียกว่าพายละกัน) เด็กชายชาวอินเดียที่บ้านเขาเปิดสวนสัตว์อยู่ที่อินเดีย สมัยเด็กๆ พายมีศรัทธาทั้งฮินดู (น่าจะไวศณพนิยกาย เพราะนับถือพระนารายณ์) , ศาสนาคริสและศาสนาอิสลาม (ทำละหมาดตอนเช้า ก่อนกินเข้าจะสวดมนต์ขอบคุณพระเจ้าและสวดมนต์ขอบคุณพระนารายณ์ก่อนนอน) จนกระทั่งวันนึงเกิดเหตุการณ์ที่ทำให้เค้าสิ้นศรัทธาในเทพเจ้าทั้งหลายไป หลายปีต่อมา ครอบครัวขายย้ายไปประเทศแคนาดาโดยออกเดินทางทางเรือไปกับเหล่าสัตว์ในสวนสัตว์ ปรากฏว่าเรือล่มกลางมหาสมุทธแปซิฟิค เขาหนีขึ้นเรือชูชีพทันอยู่คนเดียวพร้อมๆ กับเสือเบงกอลที่ชื่อ Richard Parker !!! และการเดินทางคน 1 คนและเสือ 1 ตัวก็เริ่มขึ้น พวกเขาต้องเอาตัวรอดพร้อมๆ กับตัว Pi เองที่เริ่มจะฟื้นฟูศรัทธาในพระเจ้า

สิ่งที่ผมติดใจหนังเรื่องนี้มาตั้งแต่ตัวอย่างคือภาพครับ และตัวหนังเต็มๆ ภาพมันก็สวยมากจริงๆ จนเสียดายที่ไม่ได้ดูแบบ 3D คือแบบ 2D ธรรมดาๆ ภาพมันสวยงามกว่า The Hobbit 3D เสียอีก ตัวหนังก็เรื่อยๆ เอื่อยๆ ไม่มี climax อะไรแต่ดูติดพันมาก ลุ้นว่าจะโดนเสือแดกมั้ย ลุ้นว่าจะรอดยังไง แถมยังคาดเดาไม่ได้อีก (อย่าให้ตัวอย่างหลอกเชียวนะ หุๆ) ในหนังเองก็สอดแทรกสัญลักษณ์และความคิดเรื่องการยอมรับและเชื่อในพระเจ้า (จะองค์ไหนก็ตาม) อยู่เต็มไปหมด

ที่แปลกอย่างหนึ่งคือดูหนังแล้วควรจะอยากอนุรักษ์ทะเล (ถ่ายทะเลออกมาได้สวยจริงๆ) แต่ผมดูแล้วอยากอนุรักษ์เสือแทน เสือในเรื่องน่ารัก+เท่+กวนดีมาก (หลายๆ ฉากฮากันลั่นโรงเลย)

สรุปแล้วผมชอบเรื่อง Life of Pi นะครับ อาจจะไม่ซาบซึ้งกับปรัชญาอะไรในเรื่องนัก แต่หนังมันดูสนุกจริงๆ ภาพสวยด้วยครับ ชอบมากกว่า The Hobbit อีก

วาทะเด็ดจากหนัง

I suppose in the end, the whole of life becomes an act of letting go, but what always hurts the most is not taking a moment to say goodbye

The Hobbit: An Unexpected Journey

The Hobbit: An Unexpected Journey เป็นหนังที่สร้างจากนิยายเรื่อง The Hobbit ซึ่งเป็นหนังสือเล่มแรกของ J. R. R. Tolkien และหนังสือเล่มนี้ยังกล่าวได้ว่าเป็นปฐมบทของมหากาพย์ The Lord of the Rings

The Hobbit part 1 poster

The Hobbit: An Unexpected Journey เล่าถึงการผจญภัยของในสมัยหนุ่มๆ Bilbo Baggins ลุงของ Frodo (ตัวเอกของ LOTR) เขาเข้าร่วมเป็นคณะเดินทางของ Thorin เจ้าชายแห่งคนแคระ และพรรคพวกคนแคระอีก 13 คนตามคำชวน/บังคับของพ่อมดเทา Gandalf ในการไปทวงเมืองคนแคระคืนจากมังกร้ายนาม Smaug และการผจญภัยนี่เองที่ทำให้ Bilbo ได้พบกับแหวนแห่งอำนาจที่จะแผลงฤทธิ์ใน LOTR

หนังเรื่องนี้เป็นหนังไตรภาคครับ ภาคสองจะชื่อ The Desolation of Smaug ฉายปีหน้า และภาคสาม There and Back Again ปี 2557!!

ก่อนเข้าไปดูก็ได้ยินเสียงบ่นๆ ว่าหนังมันงั้นๆ, Peter Jackson หลงระเริงกับความสำเร็จของตัวเองบ้าง, 48 fps ทำให้ภาพมันดูหลอกๆ เหมือน vdo เกมส์บ้าง (หนังทั่วๆ ไปจะ 24 fps) ผมเองไปดูแบบ 3D รู้สึกว่ามันสนุกเหมือนหนัง LOTR ภาคแรกน่ะครับ คือตอนแรกมันอืดๆ เอื่อยๆ ชวนหลับ แต่กลางๆ จนท้ายเรื่องนี่สนุกดีเลยล่ะ ตัว 3D เองดูแล้วไม่ได้รู้สึกว่าอลังการเท่าไหร่ (Hugo ดีกว่าเยอะ) 48fps ดูแล้วก็ไม่ได้รู้สึกอะไร – -” ตัวหนังแฝงอารมณ์ขันไว้บ้างนิดหน่อย ทำให้ดูเพลินๆ กว่า LOTR เยอะ แนะนำให้ดู LOTR ก่อนไปดูเพราะมีตัวละครและอะไรหลายๆ อย่างสื่อไปถึง LOTR เยอะมาก

ที่ดูเพลิดเพลินอีกอย่างคือตัวละครเก่าๆ ที่คุ้นจาก LOTR กลับมาไม่ว่าจะเป็น Gandalf, ซารูมาน หรือท่านลอร์ดเอลรอนที่ดูยังติดตาจาก Cloud Atlas อยู่เลย

สรุปแล้วภาค An Unexpected Journey ผมค่อนข้างโอเคนะครับ อย่าลืมว่า LOTR ภาคแรกมันก็แบบนี้และมันก็เริ่มสนุกสุดๆ ในภาค 2 (มีคนไม่รู้ว่ามันแบ่งเป็นหลายภาค แล้วบ่นงงๆ ในโรงเยอะเหมือนกัน) ถ้าทนช่วงเรื่อยเปื่อยชวนหลับตอนแรกๆ ได้ก็สนุกล่ะ

ป.ล. ชื่อไทยเรื่องนี้ควรจะเป็น คนเล็กหัวใจอหังการ์ฝ่าแดนทมิฬ อะไรเถือกๆ นั้นนะ