บันทึกความกลัวของชาวสยาม 2562

ผมสังเกตุว่าเรากำลังกลัวคนคนหนึ่ง, กลัวว่าอุดมการณ์ของเขาจะทำลายโลกที่เรารู้จักไป เราปักใจเชื่อว่าเขา (และอุดมการณ์นั้น) เลว เขาคือปีศาจที่ต้องโดนฆ่าตัดตอนไม่ให้ขึ้นมามีอำนาจเป็นทักษิณคนที่สอง

ขณะเดียวกันมีอีกกลุ่มที่เราเห็นต่อหน้าว่ามันโกงแน่ๆ คอรัปชั่นชัดๆ แบบข่าวลงทุกวันแต่เราได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าสักวันหนึ่งบาปกรรมจะตามทันหรือมันตายไปก็ต้องตกนรก เราอยู่เฉยๆ รอมันแพ้ภัยตัวเองไป นี่คือวิธีทางของเรา โลกภายนอกไม่เข้าใจหรอก

นี่คือโลกที่เราคุ้นเคยกันดี

ทำไมโลกที่ผมอยู่มันเลวร้ายแบบนี้วะ เราจะอยู่กันแบบนี้จริงๆ เหรอ


รูปจากงาน #ไม่ถอยไม่ทน วันนี้โดยมิตรสหายท่านหนึ่ง (ได้รับอนุญาติแล้ว)

ยังดีที่ประกายของอุดมการณ์นั้นได้ถูกจุดขึ้นมาแล้ว ผมหวังว่าเราจะเห็นแสงสว่างในโลกใบนี้

กินได้-กินไม่ได้

ปัญหาหนึ่งของการที่กินอะไรไม่ได้หรือต้องลดอาหารบางอย่างด้วยเหตุผลทางวิทยาศาสตร์ไม่ว่าจะเพราะแพ้มัน, ป่วยหรือเป็นโรคคือผมมักจะโดนคำถามหรือ challenge ตลอดว่าทำไมกินสิ่งนั้นไม่ได้ ไม่ลองกินให้ชนะดูล่ะ บลาๆ อะไรพวกนี้

ถ้ามาจากเพื่อนที่ถามในเชิงวิทยาศาสตร์ก็ยังพอตอบได้ แต่ส่วนใหญ่คำถามและการ challenge มักจะมาจากกลุ่มคนที่ไม่ได้กินบางอย่างด้วยเหตุผลทางศาสนา ประเพณีและความเชื่อ

คือเข้าใจแหละว่าตามหลักการจริงๆ ทุกคนก็มีสิทธิ์ที่จะถามจะ challenge แต่บางทีก็หงุดหงิดเหมือนกันว่าไอ้คนที่ไม่กินอะไรเพราะละครฮ่องกงเมื่อ 30-40 ปีก่อนหรือไม่กินเพราะที่บ้านไม่กินอย่างมันมีสิทธิ์มาถามเซ้าซี้อะไรเรื่องนี้วะ

Time Slot ชีวิต

ผมมีสิ่งที่อยากทำและต้องทำเยอะมาก แต่ดันมี time slot ไม่พอสำหรับสิ่งพวกนั้นเลย

เมื่อหักเวลาทำงาน+เวลาเดินทาง+เวลาเข้าสังคมไปแล้ว เหลือเวลากระตึ๋งนึงสำหรับการพัฒนาตัวเอง, ออกกำลังกาย, เล่นเกม, ทำรูปที่ดองไว้, เขียน blog, จดบันทึกไดอารี่, อ่านหนังสือ ทำโน่นทำนี่รวมไปถึงเวลานอนที่ควรจะมีอย่างพอเพียงเพราะว่าแก่แล้ว นอนน้อยไม่ไหวล่ะ

พอคิดว่าต้องยอมตัดหรือเปลี่ยนบางอย่างเพื่อที่จะได้มี time slot ชีวิตเพียงพอสำหรับทำอีกอย่างให้เสร็จ แต่ก็มีความรู้สึกว่าถ้ามีคนทักว่า “นอกจากสิ่งที่เราเลือกที่จะตัดนั้น เราก็ไม่มีค่าอะไรเลย” ล่ะ เราจะรู้สึกยังไง…

สุดท้ายก็ได้แต่ฝืนค่อยๆ ทำแต่ละอย่างทีละนิดละหน่อยตาม time slot ไป แล้วก็กลายเป็นทำมันทุกอย่างจนไม่มีอะไรเสร็จไม่มีอะไรดีสักอย่างเลย