Night at the Museum: Secret of the Tomb

Night at the Museum: Secret of the Tomb เป็นภาคจบของไตรภาค Night at the Museum ด้วยครับ

หนังภาคนี้เริ่มต้นที่อยู่ๆ สนิมก็ขึ้นแผ่นจารึกแห่งอัคเมนห์รา ทำให้เหล่าผู้คืนชีพในพิพิธภัณฑ์มีพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปจนถึงเผลอๆ จะทำให้กลายเป็นหุ่นขี้ผึ้งไปตลอดกาลด้วย พระเอกของเราและผองเพื่อนจึงต้องไปขอความช่วยเหลือจากมัมมี่พ่อและแม่ของอัคเมนห์ราที่ Natural History Museum ที่อังกฤษโน่นเลยครับ

ออกตัวก่อนว่าผมชอบภาคแรกมากๆ แต่เฉยๆ กับภาค 2 ภาคนี้เลยไม่ได้ตั้งความหวังไว้เท่าไหร่นัก แต่เอาจริงๆ หนังภาคนี้สนุกและตลกกว่าภาค 2 มากครับ มุกต่างๆ ประเคนกันเข้ามาให้หัวเราะกันได้ทั้งเรื่องแบบไม่ต้องคิดมากครับ แถมหนังยังจบดีและสวยงามกว่าที่คิดอีกต่างหาก (คือผมว่ามันจบสวยกว่า The Hobbit 3 แน่ๆ) ดารารับเชิญแม่งก็โคตรฮาาาาาาาาาาาาา (ต้องไปดูเอง) ส่วน Robin Williams ก็เล่นได้ตามมาตราฐาน ดูแล้วก็คิดถึงเลย

ที่ติดอยู่มีเรื่องเดียวก็คือย้ายเรื่องไปเล่นใน Natural History Museum ที่อังกฤษที่ขึ้นชื่อเรื่องของในพิพิธภัณฑ์ทั้งทีน่าจะมีมุขและตัวละครจากที่นี่มากกว่านี้ (แบบภาค 2) แต่ก็เดาว่าเพราะกลัวเรื่องความขัดแย้งกับประเทศเจ้าของของในพิพิธภัณฑ์ (มั้ง) กับคงไม่อยากย้อนรอยภาค 2 ที่มัวแต่เล่นกับตัวละครใหม่ๆ (ใน Smithsonian) จนลดทอนความสนุกของหนังไป

ป.ล. ผมชอบไอเดียที่ปูมาตั้งแต่ต้นเรื่องเรื่องการปล่อยให้คนที่เราดูแลมามีชีวิต (หรืออย่างอื่น) ตามทางที่เขาเลือกเองนะครับ

สะพายกล้องเที่ยว KL #2.3: บ๊ายบาย KL

ต่อจากตอนที่แล้วนะครับ พอผมมาถึงสถานี Pasar Seni แล้วผมก็รู้สึกว่าเวลายังเหลือก็เลยลองเดินๆ ไป National Mosque of Malaysia และ Kuala Lumpur Railway Station ที่เห็นอยู่ไม่ไกลจากสถานีรถไฟฟ้าครับ

KL Trip_day4_81

ดูจากสถานีเหมือนจะไม่ไกล แต่จริงๆ เดินไปลำบากใช้ได้ครับ คือมันมีทางเชื่อมจากสถานีรถไฟฟ้าไป Kuala Lumpur Railway Station อยู่ แต่จากนั้นจะไป National Mosque of Malaysia ต่อเนี่ย มันดูไม่มีทางเดินไปนอกจากจะทะลุไปซึ่งผมก็คิดว่าถ้าไม่ซื้อตั๋วก็เข้าไม่ได้ ผมเลยเดินอ้อมไปออกตรงอาคารจอดรถข้างๆ แล้วเดินอ้อมออกมาถนนใหญ่แล้วเดินข้ามถนนไปซึ่งแม่งข้ามโคตรยากเลยยยกว่าจะถึง

KL Trip_day4_83

KL Trip_day4_85

KL Trip_day4_86
Continue reading “สะพายกล้องเที่ยว KL #2.3: บ๊ายบาย KL” →

The Tale of the Princess Kaguya

The Tale of the Princess Kaguya เป็นหนังเรื่องก่อนสุดท้ายของสตูดิโอ Ghibli กำกับและเขียนบทโดย Isao Takahata ผู้สร้าง My Neighbors the Yamadas ครับ

The Tale of the Princess Kaguya poster

Animation เรื่องนี้ดัดแปลงจากตำนานพื้นบ้านของญี่ปุ่นเรื่อง “คนตัดไผ่” เล่าถึงชายแก่ผู้มีอาชีพตัดไผ่ไปเจอเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ในไผ่ปล้องนึงที่เขาตัด เขาเชื่อว่าเธอคือเจ้าหญิงที่สวรรค์ส่งมาจึงพาเธอกลับบ้านไปเลี้ยงในฐานะลูกสาว ซึ่งเธอก็เติบโตขึ้นอย่างรวดเร็วและมีชีวิตที่มีความสุขดี จนกระทั่งพ่อและแม่ของเธอพาเธอเข้าเมืองหลวงเพื่อไปใช้ชีวิตให้สมฐานะเจ้าหญิงซึ่งทำให้ชีวิตเธอเปลี่ยนไปตลอดกาล

ผมสนใจ animation เรื่องนี้ตั้งแต่เห็นตัวอย่างแล้วครับ คือน่าสนใจตรงที่ภาพเหมือนภาพระบายสีน้ำทั้งเรื่อง ซึ่งพอดูจริงๆ แล้วพบว่างานด้านภาพแบบนี้มันสวยและทรงพลังมากๆ ไม่มีอะไรติดขัดเลย ตัวหนังดูแล้วรู้สึกว่าหนังมันสวยงาม ทรงพลังและเศร้ามากๆ คือไม่ถึงกับอิ่มใจแบบ Spirit Away, Totoro (ถึงจะเศร้าแต่ก็ไม่หดหู่แบบเรื่อง the wind rises ) แต่ดูแล้วรู้สึกชอบมาก นอกจากนี้ตัวหนังยังแสดงให้เห็นถึงวิธีชีวิตและวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นในสมัยโบราณเยอะเลยครับ

ตัวหนังยังคงเนิบช้า เรื่อยๆ เอื่อยๆ ตามสไตล์ Ghilib ซึ่งถ้าชอบก็ชอบไปเลยแต่ถ้าไม่ชอบก็จะเข็ดเลยเช่นกัน

สิ่งที่ผมสงสัยระหว่างดูจบ “เจ้าหญิงคางูยะนั้นจริงๆ แล้วต้องการอะไรกันแน่?” แม้ว่าในหนังจะดูเหมือนเธอโหยหาชีวิตชนบทแบบที่เคยอยู่ในวัยเด็ก แต่พอมานึกไปนึกมาผมว่าสิ่งที่เธอต้องการจริงๆ คือ “ชีวิตที่มีอิสระ” มากกว่า นั่นคือชีวิตที่เธอมีค่ามากกว่าที่จะเป็นสมบัติของใคร, ชีวิตที่เธอแสดงออกในสิ่งที่เธอต้องการได้, ชีวิตที่เธอมีอิสระที่จะรู้สึกรัก รู้สึกเสียใจหรือผิดหวัง, ชีวิตที่ไม่ต้องมีกรอบ (ที่เธอดูแล้วเห็นว่าไร้สาระ) มาผูกมัดเธอไว้ ซึ่งมันบังเอิญอยู่ในช่วงชีวิตในชนบทของเธอเป็นส่วนใหญ่ ยิ่งเธอต้องเผชิญกับผู้สู่ขอทั้ง 5 รวมถึงองค์จักรพรรดิ์ มันทำให้เธอรู้สึกว่าถ้ายังอยู่บนโลกนี้เธอจะไม่มีสิทธ์ใช้ชีวิตตามที่เธอหวังได้อีกเลย T^T

สรุป: ควรค่าแก่การไปดูและควรรีบไปดูก่อนจะหายไปจากโรง

ป.ล. ซูเตมารุนี่แม่งเหี้ยจริงๆ เป็นข้อเดียวที่ดูแล้วขัดใจในหนังเลยนะ