สี่แผ่นดิน

ผมเพิ่งอ่านสี่แผ่นดินจบเมื่อวาน เลยรีบเขียน blog ไว้ก่อน เดี๋ยวจะลืมเอา

  • สี่แผ่นดินนี่เป็นนิยายที่รู้อยู่แล้วว่าเอียงและนิยมไปทางฝ่ายไหน แต่พออ่านจริงๆ ก็ยังสนุกเพราะหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ท่านเขียน(และอวย)ได้เนียนมากจนไม่รู้สึกยัดเยียด
  • เนื้อเรื่องไปเรื่อยๆ เอื่อยๆ แต่อ่านสนุกจนวางไม่ลงเหมือนกันนะ ทั้งๆ ที่ดูละครมาแล้ว 2 version ก็ยังอยากรู้ชีวิตของแม่พลอยและครอบครัวจะเป็นอย่างไรต่อไป
  • สิ่งที่ผมชอบที่สุดคือเรื่องราวการใช้ชีวิตความเป็นอยู่ของชาววังและข้าราชบริพารในช่วงยุครัชกาลที่ 5 และ 6 รวมถึงวิธีชีวิตของคนชั้นสูงในช่วงรัชกาลที่ 6 – 8 ซึ่งจุดพีคมันก็อยู่ในช่วงแม่พลอยยังอยู่ในวังนี่แหละ ได้ความรู้แบบเห็นภาพจากตัวหนังสือลอยมาเลย แต่ก็แน่นอนว่าไม่มีมุมมองของ “ชาวบ้านจริงๆ” ในเรื่องเลยเช่นกัน
  • มีตัวละครหลายๆ ตัว อยู่ๆ ก็หายตัวไปจากเรื่องไปเลยแล้วอ้างทิ้งนิดๆ หน่อยพอให้รู้ว่าไม่ได้ลืมกันนะ เช่น แม่หวาน ยายเทียบ คุณชิต คุณนุ้ยและคุณเนียนเป็นต้น ซึ่งก็ไม่ได้เป็นข้อเสียอะไรนัก เพราะตัวละครหลักมีพลังมากพอที่เดินเรื่องไปได้
  • ในความเห็นของผม คนที่ปรับตัวเข้ากับยุคสมัยโดยไม่ทิ้งสิ่งดีๆ ของยุคเก่าได้ดีที่สุดในเรื่องคือแม่ช้อย, คุณเชยและคุณเพิ่ม
  • แม่พลอยในเรื่องนี่ ช่างเป็นคนดีประเสริฐเลิศล้ำจนอดสงสัยไม่ได้ว่ามันจะมีคนแบบนี้อยู่จริงๆ ในโลกรึเปล่า อ่านๆ ไปก็เห็นด้วยกับสิ่งที่คุณเปรมพูดว่าคุณเปรมโชคดีที่ได้แม่พลอยเป็นเมีย ไม่ใช่แม่พลอยโชคดีที่ได้คุณเปรมเป็นผัว
  • จุดพีคของรุ่นลูกแม่พลอยมี 2 ครั้ง ครั้งแรกคือตอนอ้นกับอั้นนทะเลาะกัน ตอนที่สองคือตอนอ๊อดตาย
  • ลูซิลในนิยายมีบทเยอะกว่าในละครมาก

สำหรับผมนี่เป็นนิยายที่อ่านสนุกและได้ความรู้เรื่องประวัติศาสตร์ (จากแง่มุมชนชั้นสูง) เรื่องหนึ่งเลยล่ะครับ

เรือด่วนเจ้าพระยา

ปกติผมชอบเที่ยวอะไรที่เป็นน้ำๆ มากกว่าภูเขา และผมชอบนั่งเรือในคลองในแม่น้ำมากกว่าในทะเล

คือบรรพบุรุษทั้งฝั่งพ่อและแม่ของผมล้วนเป็นคนริมคลอง ริมแม่น้ำ (ผมเป็นคนกรุงเทพ generation แรกของบ้าน) สงสัยความรู้สึกผูกพันอะไรบางอย่างสืบมาทางสายเลือด ผมเลยชอบนั่งเรือ ดูบรรยากาศริมน้ำ (ที่แม้จะไม่สวยเท่าไหร่) ฟังเสียงเรือ เสียงคลื่น ได้อย่างมีความสุข

อาทิตย์สองอาทิตย์นี้ลองนั่งเรือเที่ยวดู เจอทั้งสิ่งที่ชอบและอะไรที่ไม่ชอบใจที่เจอกับตัวเองและเห็นคนอื่นเจอ ความรู้สึกว่าถ้าเรือด่วนเจ้าพระยามันพัฒนาตรงเรื่องพวกนี้น่าจะดีขึ้นกว่านี้อีกเยอะเพราะการเดินทางไปเที่ยวหลายๆ ย่านของกรุงเทพไปเรือมันสะดวกกว่ารถมากมายจริงๆ

  • ท่าเรือตอนนี้ส่วนใหญ่อยู่ห่างไกลจากถนนใหญ่มากๆ ป้ายบอกทางก็ไม่มี ส่วนใหญ่เป็นหลืบเป็นซอก หรือต้องเดินทะลุวัด/ตลาด น่าจะทำป้าย/ทำทางเข้าท่าเรือให้ดีให้เห็นชัดเจนกว่านี้
  • น่าจะมีการประกาศให้รู้ว่าท่าที่กำลังจะเทียบมันท่าอะไร เพราะบางทีเราก็นั่งโดยลืมไปว่าเรานั่งธงสีอะไร
  • บางท่าใช้โป๊ะร่วมกันระหว่างเรือที่วิ่งจากนนทบุรี – สาธร และจากสาธร – นนทบุรี (ชัดๆ ก็ท่าราชวงศ์) ที่เรือน่าจะมีบอกไว้ว่าตอนนี้กำลังวิ่งไปทางไหน
  • ธงแดงกับธงส้มแยกกันยากสุดๆ ครับ เปลี่ยนสีดีไหม?
  • ท่าเรือตอนนี้ส่วนใหญ่เก่าและสกปรกสุดๆ ครับ น่าจะปรับปรุงให้มันดูสะอาดขึ้นกว่านี้ได้บ้างนะ

ต่อให้ผมบ่นไอ้ข้อข้างบนๆ นี้ เวลาผมไปแถวๆ ย่านสนามหลวงผมก็ชอบที่จะเลือกไปเรืออยู่ดีล่ะนะ

ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ใบเดิมๆ

ก่อนผมเริ่มงานที่นี่ ผมอยู่กระแสโลกพอสมควร คือทำ Java EE, ต่อ db ทำเวบ ใช้ db, framework, java version ทั่วไปที่โลกเขาใช้

ผมเริ่มทำงานที่นี่เมื่อประมาณ 7 หรือ 8 ปีก่อน (น่าจะ 8) กับ Java สายที่ทุกคนอยากลืมคือ Applet สภาพแวดล้อมถือว่าอยู่ในโลก Proprietary เต็มตัว Java ที่ใช้ 2 ปีแรกอยู่บนพื้นฐานของ Java 1.1 และไม่เคยไปไกลกว่านั้น (มีบางอย่างที่ใช้ Java 1.5 แต่ก็แค่ 5% – 10%) มันเป็นช่วงเวลาที่ทำให้ผมลืมกระแสโลก ลืมไปว่าโลกของนอกเขาใช้อะไร เทคโนโลยีต่างๆ ไปถึงไหนแล้ว แม้กระทั่ง Java แบบที่โลกเขาเขียนกันเป็นอย่างไรผมก็ไม่รู้เลย

3 ปีก่อนเจ้า Applet ตัวนั้นตายไป พร้อมๆ กับที่ผมย้ายมาทำงานกับทายาทของมันซึ่งเป็น JavaScript Ajax, XHR (และ WebSocket ในปีที่แล้ว), CSS, CORS อะไรพวกนี้ ผมตื่นเต้นและมีความสุขกับมันมากเพราะมันทำให้ผมได้กลับมาทำงานกับอะไรที่อยู่ในกระแสโลกอีกครั้ง (แม้จะช้ากว่าชาวบ้านเกินกว่า 3 ปี และ 50% ของมันยังอยู่ในโลก Proprietary ใบเดิม)

แต่ความแน่นอนมันก็คือความไม่แน่นอน มันไม่ประสบความสำเร็จด้วยสาเหตุที่ผมไม่รู้จะบอกอย่างไรดี และผลของมันทำให้ต้องกระเด็นกลับไปอยู่ในอีกโลกนึงที่อยู่ข้างกันกับโลกใบเก่า โลกที่เป็น Proprietary เต็มตัว ใช้เทคโนโลยี, framework และ design เก่าๆ ที่ถูกปิดตายจากกระแสโลกอีกครั้ง

ขอต้อนรับสู่โลกใหม่ใบเดิมๆ …